.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/webp)
ราคาทองคำโลกยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งสัญญาณอ่อนแอ ทำให้คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนนี้ พร้อมปัจจัยอื่น ๆ ที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
ราคาทองคำขาขึ้นรับสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแอราคาทองคำในตลาดโลกยังคงมีทิศทางปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่สหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลข
ตำแหน่งงานว่าง (JOLTS) ที่ต่ำกว่าคาดอย่างมาก ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงภาวะตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอตัวลง ทำให้ตลาด
CME Group ประเมินว่ามีความเป็นไปได้ถึง
95.6% ที่
Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง
0.25% ในการประชุมเดือนกันยายนนี้ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ
Fed บางคนก็เริ่มส่งสัญญาณเชิงผ่อนคลาย โดยยอมรับว่าตลาดแรงงานและเงินเฟ้อกำลังชะลอตัว ซึ่งอาจเปิดทางให้มีการลดดอกเบี้ยในไม่ช้า
ตลาดแรงงานและหนี้ครัวเรือนยังเป็นปัจจัยกดดันผลสำรวจจาก
Bank of America ยืนยันภาพความเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยพบว่าแรงงานส่วนใหญ่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน มีถึง
85% ที่มีหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล และมีถึง
26% ที่ต้องการความช่วยเหลือทางการเงินในปี 2568 ซึ่งตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2566 ที่มีเพียง
13% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ อ่อนแอเกินกว่าที่
Fed จะสามารถคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปได้
จับตาปัจจัยเสี่ยงจากตลาดบอนด์และกองทุนทองคำในขณะเดียวกัน นักลงทุนยังคงต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด โดย
Bloomberg รายงานว่าตลาดพันธบัตรทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ระยะยาวพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ
20 ปี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมการลงทุน นอกจากนี้
กองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุนทองคำใหญ่ที่สุดในโลก ยังคงขายทองคำออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดขายออกไปอีก
6.3 ตัน ทำให้ปริมาณทองคำที่ถือครองเหลือเพียง
984.26 ตัน เท่านั้น
สรุป
ราคาทองคำโลกยังมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อจากปัจจัยหนุนหลักคือสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เพิ่มโอกาสให้
Fed ลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนนี้ อย่างไรก็ตาม การพุ่งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรและการขายทองคำของกองทุน
SPDR ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน