พลิกปูมโหรไทย ย้อนรอยคำทำนายแม่นๆ ในอดีต: เมื่อดวงดาวขยับ ชะตาเมืองก็เปลี่ยน

  • 0 Replies
  • 5 Views


 
พลิกปูมโหรไทย ย้อนรอยคำทำนายแม่นๆ ในอดีต เมื่อดวงดาวขยับ ชะตาเมืองก็เปลี่ยน
 
ในสังคมไทย "โหราศาสตร์" ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการเสี่ยงทายหรือความงมงาย แต่มันคือศาสตร์ลี้ลับที่หยั่งรากลึกอยู่ในโครงสร้างการเมือง การปกครอง และวิถีชีวิตมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน "โหรไทย" หรือ "โหรหลวง" มีหน้าที่สำคัญในการคำนวณฤกษ์ยาม วางดวงเมือง และทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าเพื่อให้ผู้ปกครองเตรียมรับมือกับวิกฤตการณ์ บทความนี้จะพาทุกท่านย้อนรอยกลับไปดูเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ที่ "คำทำนาย" ของโหรไทยสอดคล้องกับเหตุการณ์จริงอย่างน่าเหลือเชื่อ จนกลายเป็นตำนานที่ยังคงถูกกล่าวขวัญถึงจนปัจจุบัน
 


 
1. การวางเสาหลักเมืองและดวงเมืองกรุงเทพฯ
 
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำพิธียกเสาหลักเมือง ณ ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ในการนี้โหรหลวงได้คำนวณดวงเมืองกรุงรัตนโกสินทร์ไว้อย่างละเอียด โดยวางลัคนาไว้ที่ราศีเมษ
 
คำทำนายในครั้งนั้นระบุว่า กรุงรัตนโกสินทร์จะเป็นปึกแผ่นมั่นคง แม้จะมีศึกสงครามหรือวิกฤตการณ์ใหญ่ๆ เข้ามากระทบ แต่เมืองแห่งนี้จะ "ไม่มีวันล่มสลาย" เหมือนครั้งกรุงศรีอยุธยา คำพยากรณ์นี้สะท้อนผ่านประวัติศาสตร์ที่ไทยสามารถรักษาเอกราชมาได้ท่ามกลางยุคล่าอาณานิคม และผ่านพ้นวิกฤตการณ์โลกต่างๆ มาได้เสมอ ซึ่งโหรไทยเชื่อว่าเป็นเพราะ "ความแข็งแกร่งของดวงเมือง" ที่ถูกคำนวณมาอย่างดีเยี่ยมตั้งแต่ต้น
 


 
2. คำทำนายเรื่อง "การเสียกรุง" และ "การกอบกู้"
 
หนึ่งในบันทึกที่น่าอัศจรรย์คือเหตุการณ์ก่อนการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 มีบันทึกว่าโหรไทยในสมัยนั้นได้พยากรณ์ถึงความล่มสลายของราชธานี โดยระบุถึงอาเพศต่างๆ เช่น พุทธปฏิมากรมีน้ำพระเนตรไหล หรือเหตุการณ์ผิดธรรมชาติต่างๆ ซึ่งถูกตีความว่าเป็นสัญญาณจากฟากฟ้าว่าดวงเมืองถึงฆาต
 
แต่ที่น่าสนใจกว่าคือคำพยากรณ์ถึง "ผู้มีบุญ" ที่จะมากอบกู้บ้านเมือง มีการกล่าวถึงลักษณะของพระเจ้าตากสินมหาราชก่อนที่ท่านจะสถาปนากรุงธนบุรี ว่าจะเป็นผู้ที่มาจากทางตะวันออกและนำแสงสว่างกลับคืนมาสู่แผ่นดินสยาม ความแม่นยำของการพยากรณ์ในยุคเปลี่ยนผ่านนั้น สะท้อนให้เห็นว่าโหรไทยไม่ได้มองแค่ดวงบุคคล แต่ถอดรหัส "กาลเวลา" ของบ้านเมืองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
 


 
3. รัชกาลที่ 4 พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทยและโหราศาสตร์
 
หากจะกล่าวถึงโหรไทยที่แม่นยำที่สุดในประวัติศาสตร์ จะขาดพระนามของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ไปไม่ได้ ทรงเป็นผู้ที่นำโหราศาสตร์มาผนวกกับดาราศาสตร์สากลอย่างสมบูรณ์แบบ เหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดคือการคำนวณการเกิด "สุริยุปราคาเต็มดวง" ณ ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในปี พ.ศ. 2411
 
ในสมัยนั้น โหรสำนักเก่าและนักดาราศาสตร์ชาวต่างชาติต่างมีความเห็นคลาดเคลื่อน แต่รัชกาลที่ 4 ทรงพยากรณ์ล่วงหน้าถึง 2 ปี ว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น และระบุเวลาและสถานที่ได้อย่างแม่นยำวินาทีต่อวินาที การคำนวณของพระองค์ไม่เพียงแต่พิสูจน์ความปรีชาสามารถทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นการใช้ "โหราศาสตร์ภาคคำนวณ" สยบคำสบประมาทของต่างชาติที่มองว่าสยามเป็นเมืองเถื่อนอีกด้วย
 


 
4. คำทำนาย "นารีขี่ม้าขาว" และความวุ่นวายทางการเมือง
 
ก้าวกระโดดมายังยุคใกล้ คำทำนายที่โด่งดังและถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาคือ "คำพยากรณ์ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ" (ซึ่งมีพื้นฐานมาจากตำราโหรไทยโบราณ) ที่กล่าวถึงยุคสมัยต่างๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะช่วงรัชกาลที่ 9 และ 10 มีประโยคหนึ่งที่ว่า "นารีขี่ม้าขาว" ซึ่งผู้คนนำมาตีความอย่างกว้างขวางเมื่อเกิดตัวละครทางการเมืองที่เป็นผู้หญิงขึ้นมามีบทบาทสำคัญ
 
นอกจากนี้ โหรไทยหลายท่านยังเคยพยากรณ์ถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงปี 2549 และ 2557 ไว้ล่วงหน้า โดยระบุถึงตำแหน่งของ "ดาวมฤตยู" ที่ทับดวงเมือง ซึ่งดาวมฤตยูคือดาวแห่งการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่และการสูญเสียสิ่งเก่าเพื่อเกิดสิ่งใหม่ เมื่อดาวดวงนี้เคลื่อนทับดวงเมืองในราศีเมษทีไร ประเทศไทยมักเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือเหตุการณ์พลิกผันครั้งใหญ่เสมอ (เช่นเดียวกับในยุคการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475)
 


 
5. ทำไมโหรไทยถึง "แม่น"?
 
ความแม่นยำของโหรไทยไม่ได้มาจากการเดาสุ่ม แต่มาจาก "สถิติ" ที่เก็บรวบรวมมานานนับพันปี โหราศาสตร์ไทยใช้ระบบ "นิรายนะ" (Siderial Zodiac) ซึ่งอ้างอิงกับตำแหน่งดวงดาวจริงบนท้องฟ้า ผสมผสานกับความรู้เรื่องธาตุ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) และวงโคจรของดาวบาปเคราะห์ เช่น ดาวเสาร์ ดาวราหู และดาวมฤตยู
 
เมื่อโหรเห็น "ความสอดคล้อง" ขององศาดาวที่เคยเกิดขึ้นในอดีต (เช่น ยุคสงครามโลก หรือยุคเศรษฐกิจตกต่ำ) มาบรรจบกับตำแหน่งดาวในปัจจุบัน โหรก็จะสามารถพยากรณ์แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "ประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยผ่านดวงดาว"
 


 
6. บทสรุป โหราศาสตร์ในฐานะเข็มทิศ ไม่ใช่กรงขัง
 
การย้อนรอยคำทำนายแม่นๆ ในอดีตไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราตื่นตระหนกหรือใช้ชีวิตด้วยความกลัว แต่มีไว้เพื่อให้เรา "ไม่ประมาท" โหรไทยหลายท่านมักกล่าวเสมอว่า "ดวงดาวบอกเพียงเกณฑ์ แต่กรรม (การกระทำ) คือผู้กำหนดผล"
 
คำทำนายในอดีตที่แม่นยำ เป็นข้อพิสูจน์ว่าโลกนี้มีจังหวะเวลาของมัน มีช่วงเวลาที่รุ่งเรืองและช่วงเวลาที่ต้องระมัดระวัง การเรียนรู้จากคำทำนายของโหรไทยจึงเปรียบเสมือนการพยากรณ์อากาศ หากรู้ว่าฝนจะตก เราก็แค่พกพรร่ม หากรู้ว่าดวงเมืองจะร้อน เราก็แค่ต้องมีสติและสามัคคี
 
ในปัจจุบัน ศาสตร์ของโหรไทยยังคงทำหน้าที่เป็น "ที่พึ่งทางใจ" และ "เครื่องเตือนสติ" ท่ามกลางโลกที่ผันผวน แม้เทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปเพียงใด แต่ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องการความหวังและการเตรียมตัวสำหรับอนาคต "โหรไทย" และคำพยากรณ์ที่แม่นยำก็จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยไปอีกนานแสนนาน